สมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุน เซน หรือที่รู้จักกันในชื่อ ฮุน เซน เป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลและมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเมืองกัมพูชามานานหลายทศวรรษ เขาคือนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดคนหนึ่งของโลก และเรื่องราวการขึ้นสู่อำนาจและการปกครองของเขาเป็นหนึ่งในบทที่น่าสนใจที่สุดในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของกัมพูชา.
ระยะเวลาการปกครองอันยาวนาน
ฮุน เซน เริ่มดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาในปี พ.ศ. 2528 (ค.ศ. 1985) ด้วยวัยเพียง 33 ปี ซึ่งทำให้เขากลายเป็นนายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดในขณะนั้น และครองตำแหน่งเรื่อยมาจนถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023) ก่อนที่จะส่งมอบตำแหน่งให้นายฮุน มาเนต บุตรชายของเขา
ดังนั้น ฮุน เซน จึงเป็นผู้ปกครองกัมพูชาในฐานะนายกรัฐมนตรีเป็นระยะเวลารวมกว่า 38 ปี
เส้นทางสู่บัลลังก์อำนาจ: จากสนามรบสู่การเมือง
เส้นทางการขึ้นสู่อำนาจและการปกครองของฮุน เซน นั้นซับซ้อนและเต็มไปด้วยเหตุการณ์สำคัญหลายอย่าง:
- จุดเริ่มต้นจากเขมรแดง: ฮุน เซน เคยเป็นอดีตสมาชิกและผู้บังคับบัญชาในกองทัพเขมรแดง แต่ได้แปรพักตร์ออกมาจากระบอบพล พต ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 และเข้าร่วมกับฝ่ายที่ต่อต้านเขมรแดงที่ได้รับการสนับสนุนจากเวียดนาม.
- การขึ้นสู่อำนาจหลังการรุกรานของเวียดนาม: ในปี พ.ศ. 2522 เมื่อเวียดนามรุกรานกัมพูชาเพื่อโค่นล้มเขมรแดง ฮุน เซน ได้กลับมายังกัมพูชาในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศในรัฐบาลใหม่ที่เวียดนามหนุนหลัง (สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา) ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี พ.ศ. 2528.
การรวมศูนย์อำนาจ: กลยุทธ์ที่สร้างความมั่นคงและข้อถกเถียง
ในช่วงทศวรรษ 2530-2540 เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ฮุน เซน พยายามรวบรวมอำนาจและสร้างเสถียรภาพให้กับประเทศที่บอบช้ำจากสงคราม:
- การเลือกตั้งภายใต้ UNTAC (พ.ศ. 2536): แม้พรรคของฮุน เซน (พรรคประชาชนกัมพูชา หรือ CPP) จะพ่ายแพ้การเลือกตั้งที่จัดโดยองค์การสหประชาชาติ (UNTAC) แต่เขากลับไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง และใช้วิธีบีบบังคับจนได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ร่วมกับสมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ หัวหน้าพรรคฟุนซินเปกที่ชนะการเลือกตั้ง.
- รัฐประหาร พ.ศ. 2540: เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ฮุน เซน ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จคือการก่อรัฐประหารยึดอำนาจในปี พ.ศ. 2540 โดยการใช้กำลังทหารเข้าควบคุมสถานการณ์และบีบบังคับให้สมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ ต้องเสด็จออกนอกประเทศชั่วคราว.
หลังจากนั้น ฮุน เซน ได้ดำเนินนโยบายที่มุ่งเน้นการรวมศูนย์อำนาจและควบคุมกลไกต่างๆ ของรัฐอย่างเข้มแข็ง:
- ควบคุมพรรคการเมือง: ฮุน เซน ใช้อิทธิพลและอำนาจของพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ซึ่งเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุดและมีอำนาจมากที่สุดในการเมืองกัมพูชา มาเป็นเครื่องมือในการบริหารประเทศและควบคุมกลไกต่างๆ.
- การปราบปรามฝ่ายค้าน: รัฐบาลฮุน เซน ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนานาชาติเรื่องการจำกัดเสรีภาพและปราบปรามฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยุบพรรคฝ่ายค้านหลัก การจับกุมนักกิจกรรมและนักข่าว ทำให้พื้นที่ทางการเมืองของฝ่ายค้านหดแคบลง.
- ควบคุมสื่อและข้อมูลข่าวสาร: มีการควบคุมสื่ออย่างเข้มงวด เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารเป็นไปในทิศทางที่รัฐบาลต้องการ ทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่หลากหลายได้ยาก.
- สร้างความมั่นคงและพัฒนาเศรษฐกิจ: แม้จะถูกวิจารณ์เรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน แต่ฮุน เซน ก็ได้รับการยอมรับจากบางส่วนว่าสามารถนำพากัมพูชาไปสู่ความมั่นคงทางการเมืองและมีการพัฒนาเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง (แม้จะมีการกล่าวหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันในระดับสูงก็ตาม).
- สร้างความผูกพันกับประชาชน: ฮุน เซน มักปรากฏตัวต่อสาธารณะในฐานะผู้นำที่เข้าถึงประชาชน และมีนโยบายที่มุ่งเน้นการพัฒนาชนบท ซึ่งช่วยสร้างฐานสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก.
- ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ: เขาสามารถสร้างสมดุลความสัมพันธ์กับมหาอำนาจต่างๆ เช่น จีน (ซึ่งเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดในกัมพูชา) และสหรัฐอเมริกา แม้จะมีความตึงเครียดเป็นบางช่วง.
การถ่ายโอนอำนาจสู่ทายาท: บทบาทใหม่ของผู้นำตลอดกาล
หลังจากครองอำนาจมานานเกือบ 40 ปี ฮุน เซน ได้ตัดสินใจก้าวลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2566 และส่งต่ออำนาจให้กับนาย ฮุน มาเนต บุตรชายคนโตของเขา ซึ่งได้รับการศึกษาจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ฮุน เซน ยังคงมีบทบาททางการเมืองในฐานะประธานวุฒิสภา และยังคงเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลอย่างสูงในการกำหนดทิศทางของกัมพูชา.
โดยสรุป ฮุน เซน ได้สร้างประวัติศาสตร์ในฐานะผู้นำที่ครองอำนาจยาวนานที่สุดคนหนึ่งของโลก เขามีบทบาทสำคัญในการนำพากัมพูชาออกจากยุคแห่งความขัดแย้งสู่ความมั่นคง แต่ก็แลกมาด้วยข้อถกเถียงเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นมรดกที่ยังคงส่งผลต่อกัมพูชาในปัจจุบัน.





