
เคยเป็นไหมครับ? เวลาเลี้ยวรถเข้าปั๊มน้ำมันทีไร เห็นป้ายสีๆ เรียงรายกัน ทั้ง 91, 95, E20, E85 ไปจนถึง ดีเซล แล้วเกิดคำถามในใจว่า “มันต่างกันยังไงนะ?“ หรือ “ถ้าเติมสลับกัน รถพังไหม?“ และควรเลือกเติมแบบไหนให้เหมาะกับรถของเรา เพื่อให้ได้ผลดีและคุ้มค่าที่สุด
1. กลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ (เลข 91, 95 และตัว E)
น้ำมันกลุ่มนี้ใช้กับเครื่องยนต์ที่จุดระเบิดด้วย “หัวเทียน” (เช่น รถเก๋งส่วนใหญ่ หรือรถมอเตอร์ไซค์) ความแตกต่างของมันอยู่ที่ ค่าออกเทน และ ส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ครับ
91 vs 95 คืออะไร?
เลขพวกนี้คือ ค่าออกเทน (Octane) ซึ่งเป็นตัวบอกความสามารถในการ “ทนต่อการแรงกดอัด” ก่อนที่จะจุดระเบิด
- ออกเทน 95: ทนแรงอัดได้สูงกว่า เหมาะกับรถเครื่องยนต์สมรรถนะสูง หรือรถที่คู่มือระบุว่าต้องใช้ 95 เท่านั้น เพื่อป้องกันอาการ “เครื่องน็อก“
- ออกเทน 91: ทนแรงอัดได้น้อยกว่าเล็กน้อย เหมาะกับรถทั่วไปที่เครื่องยนต์ไม่ได้ซับซ้อนมาก
แล้ว “E” คืออะไร?
E ย่อมาจาก Ethanol (เอทานอล) หรือแอลกอฮอล์ที่ผสมลงไปในน้ำมันเบนซิน เพื่อช่วยลดมลพิษและประหยัดงบ
- แก๊สโซฮอล์ 91 / 95: คือน้ำมันเบนซินที่มีเอทานอลผสมอยู่ 10%
- E20: มีเอทานอลผสมอยู่ 20%
- E85: มีเอทานอลผสมอยู่สูงถึง 85% (ราคามักจะถูกที่สุด)
ข้อควรรู้: ยิ่งตัวเลข E สูง ราคาจะยิ่งถูกลง แต่รถจะวิ่งได้ระยะทางน้อยลงเล็กน้อย และรถต้องระบุว่ารองรับ E20 หรือ E85 เท่านั้นถึงจะเติมได้ เพราะแอลกอฮอล์อาจกัดกร่อนท่อยางในรถรุ่นเก่าครับ
2. กลุ่มดีเซล (Diesel)
น้ำมันกลุ่มนี้ใช้สำหรับเครื่องยนต์ที่ใช้แรงอัดมหาศาลให้เกิดความร้อนจนระเบิดเอง (เช่น รถกระบะ, รถบรรทุก หรือรถ SUV คันใหญ่ๆ)
- ดีเซล B7: มีส่วนผสมของไบโอดีเซล 7% (เป็นมาตรฐานหลักของรถส่วนใหญ่)
- ดีเซล B10 / B20: มีส่วนผสมไบโอดีเซลที่สูงขึ้น เพื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย
- ดีเซล พรีเมียม (Premium): มีสารเติมแต่งช่วยให้เครื่องยนต์สะอาดและเร่งแซงได้ดีขึ้น
สรุปความแตกต่าง (Quick Guide)
| ประเภทน้ำมัน | เหมาะกับใคร | จุดเด่น |
|---|---|---|
| เบนซิน 95 (เพียว) | รถซูเปอร์คาร์, รถเก่าสะสม | แรงและสะอาดที่สุด แต่ราคาสูง |
| แก๊สโซฮอล์ 95 | รถเก๋ง/มอเตอร์ไซค์ทั่วไป | มาตรฐานสากล เครื่องเดินเรียบ |
| E20 / E85 | รถรุ่นใหม่ (Flex Fuel) | ราคาประหยัด ช่วยลดมลพิษ |
| ดีเซล | รถกระบะ, รถ SUV | แรงบิดสูง บรรทุกหนักสบาย |

คำแนะนำทิ้งท้าย: เติมสลับกันได้ไหม?
- ห้ามเติมผิดฝั่งเด็ดขาด: อย่าเอาดีเซลไปเติมรถเบนซิน หรือเอาเบนซินไปเติมรถดีเซล หากพลาด “ห้ามสตาร์ทรถ” และต้องถ่ายน้ำมันออกทันที
- เช็กที่ฝาถัง: วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือการเปิดฝาถังน้ำมันดู สติกเกอร์จะระบุชัดเจนว่ารถของคุณรองรับน้ำมันชนิดไหนบ้าง
ควรเลือกเติมแบบไหนดี?
หลักง่าย ๆ คือ ดูคู่มือรถเป็นหลัก และเลือกน้ำมันที่รถรองรับ
- รถรองรับ E20 → คุ้มค่าและประหยัด
- รถรองรับ E85 → ประหยัดมาก แต่กินน้ำมันมากขึ้น
- รถทั่วไป → ใช้ 91 ก็เพียงพอ
- รถเครื่องแรง → ใช้ 95 จะดีที่สุด
ข้อควรรู้สำคัญ
- ห้ามเติมน้ำมันผิดประเภท
- รถไม่รองรับ E20/E85 อย่าฝืนใช้
- เลือกน้ำมันถูกต้องช่วยยืดอายุเครื่องยนต์
สรุป
91 / 95 คือเบนซิน (ต่างกันที่ค่าออกเทน)
E20 / E85 คือเบนซินผสมเอทานอล
ดีเซล ใช้กับเครื่องยนต์อีกประเภทหนึ่งโดยเฉพาะ
การเลือกน้ำมันให้เหมาะกับรถ จะช่วยให้รถวิ่งดี ประหยัด และยืดอายุการใช้งานในระยะยาว การใช้น้ำมันให้ถูกประเภทไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า แต่ยังช่วยยืดอายุการใช้งานเครื่องยนต์คู่ใจของคุณไปได้อีกนานแสนนานครับ





